p's box~box~\(^o^)/~### View my profile

Categories

ช่วงนี้เปิดเทอมแล้วเหมือนสมองมันอิชิตันไงก็ไม่รู้
เขียนอะไรไม่ออกเลยแฮะ รู้สึกขี้เกียจไปหมด เฮ้อ...
สุดท้ายเลยขุดเอนทรี่เก่าๆที่ดราฟไว้(เรียกว่าทุบไหดองทีเดียว)
จะเขียนล่ะนะ.... (ทำไมมันเอื่อยๆเฉื่อยๆจังแฮะ -_- )
เพราะหลายเอนทรี่ที่ผ่านมาสาระไม่ค่อยมีเลยแฮะ....55+
 
.........
...................
 
ปกติเป็นเด็กที่นั่งหน้าตลอด(จดง่าย+อ้อนครูง่าย)
เลยไม่ค่อยมีประสบการณ์นั่งหลังกับเขาเท่าไหร่
มีวันนึงได้เข้าหอประชุม แล้วครูก็ให้นั่งเรียงตามเลขที่
ไอ้เราก็ดันเลขที่หลังๆ เลยได้นั่งเกือบหลังสุด
เท่าที่อยู่มาสี่ปี มีความรูสึกมาตลอดว่าหอประชุมโรงเรียนเรานี่...โคตรเล็ก
อาจจะเพราะนั่งหน้าตลอด หรือไม่ก็ไม่เคยสังเกต
แต่พอมาวันนั้น ระหว่างที่กำลังเบื่อๆกับการพูดยาวๆของฝ่ายปกครอง
สายตาของเราก็เริ่มกวาดไปรอบ จนพบว่า...หอประชุมโรงเรียนเราก็ใหญ่เหมือนกันนะ
มีความรู้สึกว่าพอนั่งมุมนี้แล้วสังเกตแบบสังเขป เราก็รู้สึกว่ามองไม่หมด
เหมือนไม่ใช่หอประชุมที่เคยนั่ง ทั้งๆที่อยู่มาสี่ปี
จนตอนนั้นเลยได้ข้อสรุปเงียบๆในใจ ว่าบางที
การที่คนเราจลองเปลี่ยนมุมมองดูบ้าง เหมือนที่เราเปลี่ยนมุมที่นั่ง
แล้วลองสังเกตสิ่งรอบตัวให้ดี ตัดอคติใดๆออกไปให้หมด
เราเองก็อาจจะได้เห็นอะไรที่'จริง'กว่าที่เคยคิดว่าจริงก็ได้
อย่างที่เราเริ่มจะมองภาพของหอประชุมในมุมกว้าง กวาดสายตาให้ละเอียด
มองให้รอบคอบ สุดท้ายสิ่งที่ได้มาคือความคิดใหม่ที่ว่า
หอประชุมที่รักนั้น...ไม่ได้เล็กกว่าใครเลย
หลายๆคนในตอนนี้คงอาจจะกำลังมีอคติกับเรื่องบางเรื่อง
หรือมีความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับสิ่งบางสิ่ง แต่ลองดูเถอะ..ลองย้ายมานั่งมุมใหม่
แล้วคุณเองก็จะสามารถเห็นอีกมุมอีกด้านของสิ่งนั้น
เพราะสิ่งที่คนเรามองน่ะ เราไม่ได้มองแบบอ่านหนังสือ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น
คนเราทุกคนก็คงจะสามารถ'เห็น'คนอื่นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
ทว่าในความจริง เราเห็นคนอื่นเหมือนแผ่นกระเบื้องหนึ่งแผ่นที่เราเห็นเพียง
ด้านระนาบข้างหน้าของมัน ไม่ได้เห็นมุมอื่น เพราะฉะนั้น จากที่ได้เรียนรู้
ก็ทำให้ปุกปุยคนนี้ ได้รู้ว่า ก่อนจะตัดสินว่ากระเบื้องแผ่นนั้นดีหรือไม่
เราก็ควรจะจับมันออกมาแล้วดูมันในหลายๆด้านก่อน
ดีกว่าจะตัดสินแค่เพียงผิวหน้า แล้วคิดเอามาเป็นอคติหรืออุดมคติ
Cool
 

edit @ 11 Nov 2011 19:21:20 by p's box~box~\(^o^)/~###

ช่วงนี้ยุ่งมากก!!!!!!!(วิ่งไปที่หน้าผาแล้วตะโกนดังๆ)
ยุ่งแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ขึ้นม.ปลายใหม่ๆเค้าก็หลอกให้เราตายใจ
เทอมหนึ่งนี่ชีวิตแสนสุขสบาย งานไม่หนัก คาบก็ไม่เยอะ
แต่เทอมนี้มากอาร๊ายยยย(วิบัติเพื่อเสียง) งานมันงอกมาจากส่วนไหนเนี่ย
แนะแนว - สัมภาษณ์อาชีพ(ในฝัน) เสร็จแล้ว เหลือตัดต่อ(นี่แหละไคลแม็กซ์)
กิ๊ฟวิทย์ - เพาะเลี้ยง ทำโครงงานนั่งในแล๊ป ทำอาหาร ล้างขวด
แซะเมล็ดกันหลังขดหลังแข็งอีกหลายชั่วโมง ขอเมาท์นิดนึง
คือโครงงานเนี่ยทำตอนม.สี่แล้วต่อยอดม.ห้าด้วย เลยกะจะทำเพาะเลี้ยงส้มจุก
เพราะมันเป็นของหายาก(ยากขนาดที่ได้ยินตอนแรกยังไม่รู้ว่าหน้าตาเป็นไง)
ครูบอกว่้าถ้าเพาะเลี้ยงส้มจุกพันธุ์ที่หายากมาก
และใกล้สูญพันธุ์จะสามารถส่งโครงงานประกวดได้
ฮี่ๆๆ แสงในตัวข้าพเจ้าก็เกิดไฟเลยจะส่ง ไม่ใช่อยากได้ชื่อเสียงนะแต่อยากได้ตังค์
เพราะถ้าเกิดเข้ารอบลึกๆเนี่ย นอกจากจะเป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ.............
เงินรางวัลไง!!!!! เงินรางวัลนี่เป็นหมื่นนะพี่น้องชาวไทย โฮ่ๆๆๆ
(การ์ตูน กั้นดั้ม เน็นด๋อย กี่ตัวล่ะเนี่ย--- โดนเตะ)
เราเลยกะจะส่งสายพันธุ์ที่ใกล้จะสิ้นแล้ว
แต่....ทำโครงงาน ปัญญาย่อมควบคู่กับปัญหา นั่นคือ เราไม่มีส้มจุก
สอบถามคนที่แม่เพื่อนรู้จักเขาบอกว่า
ไอ้สายพันธ์ุเนี้ยที่จะเอามันยังไม่ออก...งานเข้าล่ะสิ
ตอนนี้ก็เลยพยายามวิ่งรอกหาอยู่ แต่ถ้าไม่เจอก็คงต้องเพาะส้มธรรมดาแล้วกันนะน้อง -_-
ฉะนั้น...ถ้าไผรู้จักส้มจุกสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์อะไรก็ได้
โปรดติดต่อทางems ด่วน(กราบงามๆ1ที) 555+
นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้หนัก+เหนื่อยอีกเรื่องคือ...ภาษาที่สาม
แน่นอนว่าเท่าที่เรียนสองภาษาก็จะตายอยู่แล้ว -_- นี่ยังจะมีภาษาที่สามอีก
สำหรับเราคงจะเป็นภาษาที่ห้า อ๊ะๆ อย่าคิดว่าเมพ เพราะไม่ได้เรื่องซักกะภาษานะจ๊ะ
หลักๆคือ ไทย อังกฤษ เคยเรียนตอนม.ต้นก็จีน(โครงการบังคับ)
 ตอนนี้เรียนจริงจังคือญี่ปุ่น ส่วนที่จะลงเรียนคือเยอรมัน....เยอรมัน!!!!!
เดี๋ยวเรียนแล้วจะมาเล่าให้ฟังว่าเยอรมัน มันพูดยังไง
นอกเหนือจากนี้ก็มีงานจิปาถะยิบย่อยเยอะแยะยุ่งยากยอกแยก -_- เครียดมาก!!!!
อ้อ อีกอย่าง ถ้าใครเคยเรียนญี่ปุ่นแล้วสอบวัดระดับแล้ว
โปรดชี้แนะข้าพเจ้าด้วย (กราบงามๆสามที) เพราะกำลังเตรียมตัวจะสอบปีหน้าอยู่
 
อีกเรื่องสำคัญมาก ต้องฉลองเพราะ....
เราครบ 10 เม้นท์ aniversary ฮี่ๆๆๆ (เปิดแชมเปญๆ)
เนื่องจากในเอนทรี่ที่แล้วครบสิบเม้น(เขียนมานานไม่เคยถึงเลย)
เลยขอฉลองหน่อย ฮี่ๆแต่ก็แปลกนะ
เอนทรี่ไร้สาระแบบนั้นทำไมคนเม้นตั้ง 10 อาจจะเพราะดองไว้นานด้วย
แล้วก็ไปเม้นนั่นนี่ประปรายแต่ไม่ได้เขียนเอนทรี่เพิ่ม คนก็ทยอยๆมาแบบช้าๆ
เลยได้ตั้ง10เม้นท์ (เปิดแชมเปญอีกขวด) รู้สึกฟินมาก
ถึงจะไม่เยอะเหมือนใครแต่ได้แค่นี้ก็โอเลี้ยว(แลดูเศรษฐกิจพอเพียง)
 
มาเพิ่มรูปนิดนึง
ถึงเดี๊ยนจะไม่ได้ไปลอยกระทงชมจันทร์จริงๆแต่ก็ได้ลอยที่exteenนะเออ ฮี่ๆ
คำอธิษฐานแลดูเด็กเ(ก)รียนจังแฮะ 555+
 

edit @ 10 Nov 2011 19:37:51 by p's box~box~\(^o^)/~###

เปิดเทอมแล้วววววว(รอบที่สอง 555)
 
เนื่องจากกลัวว่าจะไม่ค่อยได้เข้ามา
 
แล้วบล็อกจะโดนดองเลยมาอัพหน่อย
 
เพราะหม่าม๊าเล็งเห็นว่าสมัยนี้อะไรๆก็ไม่ปลอดภัย
 
เลยส่งลูกน้อยอย่างเราไปเรียนเทควันโด
 
แน่นอนว่าเพิ่งเริ่มเรียน(รู้สึกอนาถเล็กๆ ตรูกี่ปีแล้วเนี่ย เพิ่งเริ่มเรียน)
 
แต่เอาเถอะ ยังไงสาวน้อยบอบบางอย่างเราก็เลยต้องไปเรียนตามบัญชาหม่าม๊า
 
(ความจริงเป็นเด็กถึกที่แรงเยอะเกิน เลยโดนจับส่งเรียน
 
เพื่อกำลังภายในที่แข็งแกร่งต่างหาก)
 
เรียนๆไปก็หนุกดี ได้ออกกำลังด้วยเพราะส่วนตัวแล้วเราเป็นพวกขี้เกียจออกกำลังกาย
 
ตอนนี้ก็ได้ท่่าเตะหลายท่าแล้ว คล่องเกือบทุกท่า มีราวด์คิกนี่แหละที่ไม่ถนัด
 
อาจารย์บอกว่า ให้บิดปลายเท้า คว่ำสะโพก แล้วก็เตะ
 
ซึ่งสำหรับเรามันยากชะมัด เพราะปลายเท้าบิดไม่ไไป เลยค่อนข้างมีปัญหากับท่านี้
 
เตะทุกทีเซโรงังทุกที -_- แต่ในที่สุดก็ได้สายเหลือง1มาไว้ในครอบครอง
 
หากใครยังไม่รู้ว่าสายมันมีสีอะไรบ้าง มามะมาฟัง(อ่าน)กัน
 
เริ่ม สายขาว
      สายเหลือง1
      สายเหลือง 2
      สายเขียว1 
      สายเขียว2 
      สายฟ้า1
      สายฟ้า2  
      สายน้ำตาล1 
      สายน้ำตาล2 
      สายแดง1 
      สายแดง2 
สุดท้าย...สายดำ!!!!!!(ความฝันสูงสุดของชีวิตคนเรียนเทควันโด 555) 
 
แน่นอนว่าพอแจกแจงชาร์ตสายให้หม่าม๊าฟัง ม๊าก็บอกว่า
 
งั้นหนูก็เอาให้พอผ่านสายเขียวละกัน -_-
 
ของยิมเราที่เรียนอยู่เนี่ย เค้าใช้การรำแพทเทิร์นเพื่อเป็นการสอบสาย
 
เราเองก็เพิ่งเรียน เลยยังไม่ทราบแน่นอนว่าปีนึงสอบกี่ครั้ง
 
แต่ดูจากระยะเวลาของคนที่เรียนก็พอจะประมาณการได้ว่า จบม.หก 
 
เราอาจได้สายเขียวสอง(อย่างช้าสุด)และเร็วสุดอาจขึ้นสายฟ้า(จงมาเร็วๆ)
 
แต่เราว่าเราคงจะได้ประมาณสายเขียวน่ะแหละ
 
เพราะคงดร็อปช่วงม.หกเพราะจะเอ็นท์ แต่เล่นไปก็ไม่เสียหายนะ
 
ได้พักผ่อนสมองและออกกำลังกายด้วย ก็คงจะดูก่อน ฮี่ๆ^^ 
 
  -------------------------------------------------------------
เรื่องที่สอง 
วันนี้เราไปหาหมอฟันมา เพราะดัดฟันอยู่
ขอย้อนไปก่อนหน้านี้นิดนึง คีือเราเนี่ยดัดมาประมาณสามปีแล้ว
แล้วช่วงนี้หมอก็ให้รัดฟัน
(ใช้ยางรัดตรงติ่งที่ยื่นออกมาของเหล็กบนและล่างของฟันสองข้าง) 
คือเราเนี่ย มีนิสัยไม่ดีคือขี้เกียจกับขี้ลืม(อย่างหลังนี่มากๆ)
เพราะงี้เลยชอบลืมรัดฟัน ลืมๆๆๆหลายครั้งเข้าจนเดือนก่อนหมอก็บอกว่า
"ถ้าหนูไม่รัดหมอจะปักหมุด"
ระหว่างนอนอ้าปากอยู่ให้หมอใส่เครื่องมือก็คิดไปคิดมา
ปักหมุด....คือไรหว่า?
ตอนจ่ายตังค์พี่ที่เคาท์เตอร์ก็บอกว่าให้รัดฟันไม่งั้นจะโดนปักหมุด
ซึ่งก็งงอยู่ดีว่าคือไรเนี่ย ปักหมุด ก็พอจะจับใจความได้ว่า
มันน่าจะเป็นเครื่องมือที่ตอกในฟันซี่ในสุดสองข้าง พอเป็นงี้ก็ชักกลัว
ตอกข้างในฟันในสุด นรกชัดๆ!!! เพราะงี้เดือนนี้ก็เลยรัดฟันทั้งเดือนด้วยความกลัว
(ความจริงโดนหม่าม๊าดุด้วยน่ะแหละเลยรัด ฮี่ๆ )
พอมาวันนี้ก็ไปหาหมอด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ หัวจายเต้นนนนนน~~
หมอก็พูดๆๆๆๆๆๆ แต่ประโยคที่จำได้ไม่ลืมคือ
"หนูช่วยรัดหน่อยนะคะ อีกสองมิลเอง ก็จะเสร็จแล้ว"
OoO สะ...สองมิล สองมิลที่ไม่ใช่สองเซ็น...ตรูไม่เอาก็ด้ายยย
คือตอนนั้นอึ้งมาก แบบ ก็มีความรู้สึกว่าตอนนี้มันก็เข้าไปเยอะแล้วนะ
อีกแค่สองมิลเนี่ย.... แต่ก็เอาเหอะ เราเป็นคนไข้ส่วนหมอคือหมอ
สุดท้ายก็ไม่โดนปักหมุด แต่ฟันซี่ในสุดด้านซ้ายหมอทำอะไรก็ไม่รู้
คล้ายๆเอาลูกปัดไปอุดในฟัน แล้วเวลาฟันกระทบก็ดังกึกๆๆ 
แถมฟันด้านซ้ายยังกลายเป็นที่ราบสูงอีก สรุปคือฟันด้านขวาเคี้ยวข้าวไม่ได้
ไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะมันเป็นทางต่างระดับ 555
ง่ายๆคือ เวลากัดฟันเนี่ย มันจะเหลือช่องว่างด้านขวา
บอกามตรง รู้สึกว่ากินอะไรไม่อร่อยเลย เพราะว่าฟันเคี้ยวยากมาก
แถมเคี้ยวได้ข้างเดียวด้วย กลัวอาหารติดคอจังเลยแฮะ
เมื่อไหร่จะได้ถอดเหล็กซะที!!!!!(คงต้องผ่านวิกฤตสองมิลไปให้ได้ก่อนล่ะนะ55) 
 
 ขำๆเน้อ 55
 
 

edit @ 26 Oct 2011 20:51:03 by p's box~box~\(^o^)/~###

edit @ 11 Nov 2011 22:22:28 by p's box~box~\(^o^)/~###

จะเปิดเทอมแล้ว....ไม่ใช่จะหรอกพรุ่งนี้เปิดเทอมแล้วต่างหาก
 
ไม่รู้จะเปิดทำไมเร็วๆ แต่โรงเรียนเราก็เงี้ย กลัวเรียนไม่ทัน
 
ชอบบอกว่า โรงเรียนเราสอนไม่ทันเพราะเนื้อหาเยอะกว่าโรงเรียนอื่น
 
(รองฝ่ายวิชาการชอบพูดงี้) ที่ไหนเล่า กิจกรรมต่างหากที่เยอะ ฮ่วย...เหนื่อยอีก  
 
แต่ก็ช่างมันเถอะไงๆซะก็คงต้องใช้ชีวิตแบบวงล้อของหนูถีบจักรต่อไป
 
ช่วงนี้น้ำท่วม ท่วมเกือบครึ่งประเทศไปแล้ว ทางฝั่งนี้ก็เกรงๆว่าจะท่วม
 
(ฝนยังไม่ตกซักกะเม็ดเนี่ย แต่เอาเหอะ อย่าประมาทเป็นดี)
 
บางคนก็บอกว่า ท่วมก็ดีนะ จะได้หยุด ....โอย ขอร้องเหอะอย่าคิดงี้เลย
 
น้ำท่วมมันไม่ได้สนุกสนานลิงโลดหรอกพี่น้องชาวไทย มันมีแต่ทุกขัง
 
ขังกันเป็นแอ่งเป็นเดือน เดือดร้อนกันทั่วหนระแหง ไฟเฟยก็ไม่มี 
 
ขอล่ะบางคนที่กำลังมีความคิดงี้ก็หยุดคิดเหอะ
 
มือไม่พายอย่าเอาเท้าราน้ำเลยนะจ๊ะ เดี๋ยวน้ำมันจะกัดเท้าเอาไม่รู้ด้วย
 
 
ปิดเทอมสิ่งที่เด็กมัธยมค่อนประเทศทำคือกวดวิชา!!!!
 
แน่นอนเราก็เช่นกัน เรียนทั้งวันเรียกได้ว่าเห็นหน้าอ.อุ๊บ่อยกว่าหน้าหม่าม๊าอีก -_-;;
 
คาดว่าคงพักเรียนเคมีไปซักเทอม (แหงแซะ)
 
หลายคนก็ชอบถามแบบมีตรรกะนะว่า ทำไมเด็กไทยต้องกวดวิชา
 
ตอบไม่ได้เหมือนกัน เราว่ากวดวิชาก็เหมือนมาม่าอ่ะ กินง่าย
 
เติมน้ำร้อนก็เสร็จ เรียนพิเศษก็เช่นกัน
 
ส่วนใหญ่ที่ดังๆก็เพราะมักจะมีการสอนแบบเจาะลึกเข้าใจง่าย
 
และบางที่ก็มีมุกไม่น่าเบื่อ ส่วนเรียนในห้องก็เหมือนอาหารมื้อใหญ่
 
ที่ต้องเอาวัตถุดิบมาปรุงก่อน อย่างเช่นถ้าอาจารย์สอนแบบเข้าใจยาก
 
เราก็ต้องมาแกะกันอีกว่าตกลงเค้าสอนอะไรตรูฟระ
 
และแน่นอนว่าตัวช่วยคือที่เรียนพิเศษ ไม่งั้นเด็กมันไม่แห่ไปหรอก
 
แต่สำหรับเราเราว่า เรียนพิเศษมันก็สำคัญ
 
แต่คุณค่าทางจิตใจน่ะมีไม่เท่าโรงเรียนหรอก เพราะโรงเรียนเราเลยมีครู
 
และเพราะครูเราเลยมีคนสอน โรงเรียนไม่ได้สอนเฉพาะความรู้ แต่สอนชีวิต
 
ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนฝูง ครูอาจารย์ก็ล้วนแต่สำคัญหมด
 
เพราะงั้นยังไงซะสำหรับเรา โรงเรียนก็สำมะคัญอยู่แล้ว
 
(ถึงบางครั้งจะน่าเบื่อไปหน่อยก็เหอะ ฮี่ๆ)
 
ปล.ระหว่างอัพดูรอยไหมตอนจบอยู่ เม้ยน่าฮักขนาด อิๆ
ปล2.ใครมีความคิดเห็นอะไรก็แชร์กันได้เน้อ  
ปล.3บ้านที่กรุงเทพอยู่ฝั่งธน เขตเสี่ยงภัยท่วมด้วย เอาใจช่วยกันหน่อยเน้อ 

edit @ 24 Oct 2011 21:18:37 by p's box~box~\(^o^)/~###

edit @ 25 Oct 2011 12:22:33 by p's box~box~\(^o^)/~###

ดีที่สุด...สำหรับใคร

posted on 20 Oct 2011 19:25 by pb-box-box  in life
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ทำให้ดีที่สุดนะ”
 
แน่นอนว่าคำนี้อาจจะออกมาจากปากของพ่อ แม่
 
พี่น้อง ลุงป้า เพื่อฝูง แต่ไงซะเกือบทุกคนก็คงจะเคยได้ยิน
 
สำหรับตัวของเราเอง หม่าม๊าก็ชอบพูดคำนี้ตลอด ทำให้ดีที่สุดนะลูก
 
เราก็ได้แต่พยักหน้ารับ พอมาถึงตอนนี้ ก็เริ่มจะสงสัยแล้วว่า
 
ตกลงที่คนเขาบอกให้เราทำให้ดีที่สุดน่ะมันหมายความว่าอย่างไรกันแน่
 
ทุกครั้งที่ได้ยินคำว่าทำให้ดีที่สุด เราเองก็มักจะทำตาม
 
จนบางครั้งก็ลืมนึกไปว่าตกลงที่เรากำลังพยายาม”ทำ”อยู่เนี่ย
 
ตกลงว่าทำให้ดีที่สุดเพื่อใครกันแน่ เพื่อคนรอบข้างหรือตัวเอง
 
บางครั้งสิ่งที่เราพยายามทำให้ดีที่สุดนั้นเราอาจจะทำเพื่อคนที่อยู่รอบตัวเรา
 
มาโดยตลอดเลยก็ได้ และใช้คำนี้เหมือนหมอกที่บังใจเรา
 
บางครั้งเราก็ขี้เกียจเหมือนกันนะ ขี้เกียจเรียน ขี้เกียจทำโจทย์
 
ไม่อย่ากทำโน่นนี่ แต่พอมองรอบตัว หลายๆอย่างที่คอยกดอยู่ 
 
ก็ทำให้เราคิดว่าที่เราทำมันดีที่สุดและเป็นสิ่งที่เราต้องการ 
 
สำหรับเด็กในวัยเรา เรื่องที่ควรทำให้ดีที่สุดที่หลายคนบอกก็คือการเรียน
 
หลายคนรวมถึงตัวเราเองบ้าคลั่งเรียนเพื่อที่จะไปสู่จุดสูงสุด
 
คือการได้เข้าคณะและมหาวิทยาลัยที่ตัวเองใฝ่ฝัน
 
สำหรับเด็กวิทย์คำตอบที่เป็นมวลรวมส่วนใหญ่
 
ที่ตอบยามถูกถามว่าอยากเข้าอะไรก็คือหมอ วิศวะ ทันตะอะไรพวกนี้ 
 
แต่พอลองมองย้อนไปดูสมัยประถม เวลาที่ครูถามว่า หนูอยากเป็นอะไร
 
เด็กหลายก็จะตอบออกมาตามความรู้สึก
 
อย่างเช่น หมอ พยาบาล คุณครู แม่ค้า ยันจราจร เมื่อมานึกดู
 
ตอนนั้นสิ่งที่เราตอบน่ะ มันเป็นสิ่งที่เราอยากเป็นจริงๆนะ
 
เป็นอาชีพที่อยากเป็นที่ออกมาจากใจและความรู้สึก
 
ส่วนในตอนนี้น่ะเหรอ อาชีพที่ส่วนใหญ่ตอบก็คงวนๆอยู่ไม่กี่อาชีพ
 
และพอถามเหตุผล ก็อาจจะบอกว่า เป็นหมอแล้ว ได้ช่วยคน
 
เป็นทนายได้ว่าความ เป็นทันตะได้ทำฟัน
 
เราว่าบางคนเหตุผลจริงๆที่ไม่ใช่หนูอยากช่วยเหลือคนค่ะหรอก  
 
คงจะเพราะเพราะงานดี เงินดี มีงานรองรับ มั่นคง
 
แต่มันออกมาจากความรู้สึกจริงๆหรือเปล่า
 
ก็ไม่อาจทราบได้แน่นอนว่าคนเหล่านั้นไม่ผิด 
 
เราเชื่อว่าที่เด็กส่วนใหญ่อยากเป็นหมอและวิศวะก็คงเพราะจบมาแล้วมีงานทำ
 
เลี้ยงดูพ่อแม่ มีชีวิตที่สุขสบาย แต่จะมีสักกี่คนกัน
 
ที่จะยอมรับและเดินไปในทางที่ใจต้องการ 
 
อย่างเช่นบางคนอาจจะอยากทำงานบางอย่าง
 
ทว่าเมื่อเหลียวดูในสังคมแล้วหากยังดันทุรังทำไปคงจะหางานยาก
 
เงินเดือนน้อย ก็เลยเลือกที่จะเบนไปหาสิ่งที่ดีกว่า
 
แต่อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆเพราะว่าเขาต้องการทำให้ดีที่สุด
 
เพื่อให้เป็นที่ชื่นชมและให้พ่อแม่ภูมิใจและทำให้ดีที่สุด
 
เพื่อที่ชีวิตจะสามารถอยู่ในสังคมได้โดยไม่ขัดสนและมั่นคง
 
สมัยก่อน คนที่ทำให้ดีที่สุดแบบตามใจตัวเองเราว่ามีและน่าจะเยอะ
 
แต่สำหรับสมัยนี้เราคิดว่าน่าจะหายากหน่อย
 
เพราะสังคมสมัยนี้มันกดดัน แข่งขันสูง
 
แน่นอนว่าพอแข่งขันสูงก็ทำให้หลายคนเริ่มที่จะหลงลืมใจตัวเอง
 
แต่ทว่ากลับหันไปดูแลอนาคตที่ไร้ความรู้สึกรักในสิ่งที่จะทำ 
 
บางครั้งเราก็นึกชิงชังมนุษย์คนแรกที่จุดไฟได้ขึ้นมา
 
เพราะเขา ทำให้มนุษย์คนอื่นเริ่มที่จะมองหาสิ่งที่ก้าวหน้าอื่นๆ
 
และพอนานเข้าสังคมก็เริ่มที่จะมีความแข่งขันและกดดันสูง 
 
แต่แน่นอน มันก็แค่ความชิงชังแบบเล็กๆ เพราะหากไม่มีเขา
 
ป่านนี้เราคงไม่ได้มาอยู่แบบสบายๆตรงนี้ เหรียญย่อมมีสองด้านทุกคนรู้ดี
 
หลายคนก็ชอบบ่นเวลาเรียนฟิสิกส์เช่น
 
ทำไมนิวตันต้องไปนอนใต้ต้นแอปเปิ้ลด้วย
 
ไม่งั้นเราคงไม่ต้องมานั่งเรียนฟิสิกส์โหดๆนี่หรอก
 
แต่หากพลิกเหรียญอีกด้าน เราก็จะเห็นว่าหากวันนี้นิวตัน
 
ไปนอนบนพื้นสนามหญ้าที่เวิ้งว้าง 
 
ป่านนี้มนุษย์เราคงจะยังทำอะไรไม่ได้มากเท่าวันนี้ก็ได้
 
แต่เราว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์เราหลงลืม
 
ที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวเองก็คงเป็นเพราะมนุษย์เราต่างก็มีเปลือกกันทุกคน
 
เพราะหากเราตามใจตัวเอง บางทีสีของเปลือกเรา
 
อาจจะไม่สวยเท่าคนอื่นเขาก็ได้หากสิ่งที่เราอยากทำมันเป็นสิ่งที่เรารัก
 
แต่สังคมไม่รักและเมินเฉยมัน

ตัวเราก็คงอยู่ในสังคมที่นับวันอะไรๆก็สูงขึ้นแบบนี้ไม่ได้
 
สำหรับเรา เราเองก็ยังคงตอบไม่ได้ว่าที่ทำทุกวันนี้ เราทำดีที่สุดเพื่อใคร
 
แต่อย่างไรซะอย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ทุกคนน่าจะรู้ดีก็คือ
 
ไม่ว่าเขาจะทำอะไร จะดีที่สุดสำหรับใคร
 
แต่หากทำแล้วขอเพียงมีหนึ่งคนที่พึงพอใจและสุขใจ เท่านั้นก็คงจะคุ้มค่าแล้ว 

กำลังใจ...ภัยน้ำท่วม

posted on 13 Oct 2011 14:11 by pb-box-box  in life
ช่วงนี้เป็นช่วงวิกฤตครั้งใหญ่ของไทยเลย
 
เพราะว่าเกิดอุทกภัยมามายหลายจังหวัด
 
แถมมีทีท่าว่าอีกนานกว่าจะกลับสู่สภาพเดิม
 
เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยประสบอุทกภัยเช่นกัน
 
(น้ำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้วไง) แม้จะไม่ได้เป็นคนที่โดนภัยตรงๆ
 
เนื่องจากอยู่หอ ทรัพย์สินอะไรก็เลยไม่เสียหาย แต่เนื่องจากที่
 
เคยอยู่ในเหตุการณ์ก็รู้ดีเลยว่ามันน่ากลัวขนาดไหน
 
ตื่นมาตอนเช้าหม่าม๊าก็บอกให้ไปดูที่หน้าระเบียง น้ำงี้มาเต็มถนน
 
อย่างกับหอเราอยู่ติดริมคลอง ซากของก็โดนพัดมาตามกระแสน้ำ
 
ชีวิตนี้เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอน้ำท่วมครั้งใหญ่จริงๆก็คราวนั้น
 
เพิ่งเคยเห็นที่เขาว่ากันว่าน้ำมันพาได้ทุกอย่างก็ตอนนั้นแหละ
 
ไม่ว่าจะเป็น โซฟา ตู้เย็น ทีวี
 
ขนาดซุ้มร้านยาดองยังโดนพัดลอยมาตามน้ำได้ด้วยนะเออ
 
และสิ่งของอื่นๆอีกมากมายที่คนเขาเก็บกันไม่ทัน
 
อย่างป้าเจ้าของหอเราเนี่ยก็โดนเต็มๆเลยเพราะคุณป้าเขาอยู่ชั้นล่าง
 
เด็กในหอก็ต้องรีบลงไปช่วยป้าเค้าย้ายของมาไว้บนบันไดก่อน
 
(แถมเป็นหอหญิงอีก -_-;;; แบกหามนี่ถนัดนัก)
 
รถของป้าเค้าก็จมน้ำ เนื่องจากน้ำท่วมไฟฟ้าก็เลยดับหมดทุกสายเลย
 
น้ำก็ไม่ไหล ดีหน่อยที่หอมีน้ำสำรอง
 
แต่ใช้ก็ได้แค่วันเดียวเพราะเด็กตั้งยี่สิบกว่าคน
 
ส่วนใหญ่คนที่นี่เคยมีประสบการณ์จากน้ำท่วมครั้งใหญ่
 
เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วก็เลยเห็นว่าถ้าธงแดงแล้วจะเอารถไปจอด
 
ในมหาลัยมอ.กัน เพราะตรงนั้นน้ำท่วมไม่ถึงมันสูงมาก
 
ตอนช่วงนั้นรู้เลยว่าทำไมเวลาคนที่ประสบภัยธรรมชาติ
 
แบบนี้ทำไมเขาถึงซึมถึงเศร้ากัน บางคนก็สติแตกไปเลย
 
เพราะมันหดหู่มากอ่ะ คือไฟก็ไม่มี น้ำก็ไม่มีสัญญาณมือถือก็โดนตัด

เน็ตก็เล่นไม่ได้ แถมไม่รู้ว่ากี่วันน้ำจะลด จะวัน สองวัน สามวัน
 
หรือเป็นอาทิตย์ก็ไม่มีใครบอกได้ 
 
หม่าม๊ากับเราก็เลยได้แต่นั่งมองน้ำกับของที่ไหลตามน้ำ
 
กลัวก็กลัวว่าปริมาณน้ำจะเพิ่มหรือเปล่า น้ำจะลดวันไหน
 
อย่างบ้านเพื่อนเราอ่ะน้ำเกือบถึงชั้นสองแถม บางบ้านมิดหลังคาเลย
 
เพราะงี้พอดูข่าวอุทกภัยช่วงนี้ทีไรก็อดนึกย้อนไป
 
ตอนนั้นและก็รู้สึกสงสารคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนี้มากขึ้น
 
เข้าใจเลยว่ามันเดือดร้อนขนาดไหน มันน่ากลัวขนาดไหน
 
ของเรายังโชคดีที่แค่วันเดียวน้ำก็ลด แต่คราวนี้นี่สิ
 
บางที่เป็นเดือนแล้วน้ำยังไม่ลดเลย
 
ตอนนี้เราเองก็ได้แต่ภาวนาให้น้ำมันลดเร็วๆ
 
และอย่าไหลไปท่วมที่อื่นมากกว่านี้เลย เพราะมันเดือดร้อนจริงๆ
 
ข้าวก็ไม่มีจะกินต้องกินแต่ม่าม่า ไฟก็ไม่มี
 
แถมยังต้องมานั่งมองน้ำไปเรื่อยๆให้มันหดหู่ใจอีก
 
อุทกภัยมันทำให้ทุกสิ่งเสียหายหมดเลย
 
ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ เรือกสวนไร่นา สิ่งของทรัพย์สิน รวมถึงชีวิต
 
ยังไงซะเราเองก็จะขอเป็นหนึ่งในกำลังใจที่จะส่งไปให้ผู้ประสบภัย
 
ให้ผ่านพ้นจากเหตุการณ์นี้เร็วๆ และก็กลับมาสู่ความสงบสุขเสียที
 
ไม่มีใครหรอกที่อยากจะให้น้ำท่วม
 
และไม่มีใครหรอกที่อยากจะเจอมันไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกหรือครั้งที่สอง
 
เราคิดว่าในตอนนี้ คนไทยส่วนที่ไม่โดนน้ำท่วมก็คงกำลังภาวนา
 
และส่งกำลังใจ หรือความช่วยเหลือในด้านต่างๆ
 
ไปให้คนที่กำลังน้ำท่วมอยู่แน่นอน ส่วนคนที่โดนน้ำท่วมตอนนี้
 
เราก็ขอให้ทุกคนเข้มแข็ง มีกำลังใจและอดทน
 
เพื่อที่จะฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้
 
ปล.เสียดายที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่กทม.ไม่งั้นจะได้ไปช่วยเขา
 
แพ็คของช่วยผู้ประสบภัยบ้าง แต่ไม่เป็นไร
 
เมื่อสองสามวันที่แล้วป๊ะป๋าก็ไปช่วยเพื่อนแจกแจกของแล้ว
 
ปล.2ตอนช่วงน้ำท่วมที่เราเจอ มีหมาตัวสีขาวจั๊วะตกจาก
 
หลังคาบ้านหล่นไปในน้ำด้วย ตอนแรกเจ้าของเขา
 
ก็ปลงเพราะน้ำแรงมาก แต่โชคดีที่มันลอยไป
 
ติดที่วงเวียนคนเลยไปพามันกลับมาได้ ตอนกลับมาสีงี้ดำปิ๊ดปี๋เลย
 
ปล.3ตอนนี้ก็ห่วงๆว่าบ้านที่กรุงเทพจะท่วมมั้ย แต่คาดว่าน่าจะไม่
 
เพราะดูจากที่เขาประกาศเขตที่บ้านอยู่ไม่ได้มีชื่ออยู่
 
น่าจะโล่งไปได้นิดนึง

edit @ 13 Oct 2011 14:16:25 by p's box~box~\(^o^)/~###

ต่อจากเอนทรี่ที่แล้ว เนื่องจากอยากอัพบล็อก
 
แต่ในหัวมันโล่ง เลยหากินกับเจ้าแมวสองตัวนี่ต่อละกัน
 
อย่างที่เคยเล่าไปในเอนทรี่ที่แล้วว่าเจ้ารุมันเคยเจอประสบการณ์ช็อคโลก
 
จนนอนจับไข้หัวโกร๋นไปหลายวัน แน่นอนว่าเมื่อหายมันก็กลับมา
 
เป็นไอ้คลั่งดังเดิมซนๆๆๆบ้านแทบแตก คือรุเนี่ยมันเป็นแมวตัวแรกไง
 
สมัยนั้นมันก็เลยครองบ้านคนเดียวไม่เกี่ยวกับใคร รุมันซนสุดๆซนมาก
 
พอหายก็ร่ำร้องแหกปากอยากจะออกไปเดินนอกบ้าน
 
(ป๋าไม่ให้เลี้ยงนอกบ้าน แต่พาออกไปเดินรอบบ้านได้)
 
พองี้พี่เลี้ยงเราก็เลยทนไม่ไหวยอมพามันออก
 
พอได้ออกปุ๊บก็วิ่งปรู๊ดอย่างกับติดจรวดตามจับแทบไม่ทัน -_-;;;
 
ไม่อยากจะบอกเลยว่าสมัยเด็กรุมันซนสุดๆ แต่โตมาก็ค่อยยังชั่วหน่อย
 
แต่รุเนี่ยถึงจะซนแต่ก็ไม่กวนบาทาเหมือนชินะ
 
เพราะเวลาเรียกมารุก็จะวิ่งๆๆหางยาวๆก็จะส่ายไปมามาหา
 
ส่วนเจ้าอ้วนนะเหรอเวลาเรียกหางสั้นๆก็กระดิกเบาๆ ประมาณว่า
 
"เออ เรียกทำไม" 
 
เจ้าอ้วนชิเนี่ย เป็นแมวอ้วนที่ภายนอกดูหงิมๆ แต่ความจริงแล้วร้ายลึก
 
เนื่องจากด้วยสรีระอันใหญ่โต(สก็อตติชมันค่อนข้างตัวใหญ่)
 
ชิเลยมีขาสองข้างที่แม้จะสั้นแต่ก็แข็งแรง!สุดๆ และเพราะหม่าม๊า
 
มักจะพาชิไปซาลอนบ่อยๆ(ตัดเล็บอาบน้ำอะไรพวกนี้)
 
ชิเลยเป็นแมวที่ไร้เขี้ยวเล็บเพราะเล็บโดนตัด
 
พอเป็นงี้ น้องอ้วนก็จะใช้ขาอันแข็งแรงสองข้างแทนอาวุธ
 
นั่นคือ ลูกเตะน้องซูชินั่นเอง!!!
 
มันเ็นแมวที่ชอบเตะมากๆ เตะตั้งแต่เจ้าของยันเพื่อนมันเอง
 
(เวลาฟัดกันรุมักโดนบ่อยๆ)
 
หรือเวลาเรากลับบ้านชิก็จะมานอนกับเราและก็..เตะเรา(Yell ) หรือ
 
ไม่ก็ชอบอ้อนหม่าม๊าแบบน่าหมั่นไส้
 
นอกจากนี้ชิยังชอบนึกว่าตัวเองเป็นลูกฟุตบอล
 
เลยชอบเดินขัดขาประมาณว่าวอนโดนเตะ
 
แต่ไงซะก็เตะไอ้อ้วนไม่ลงหรอก เดี๋ยวจะกลิ้งซะเปล่าๆ
 
วีรกรรมแปลกๆของหมูอ้วนก็มีอีกอย่างก็คือชอบเอาหน้ามุด
 
ไปสูดโอโซนในรองเท้าคัชชูของป๋า(มันหอมตรงไหนเนี่ย)
 
บางคู่ที่คับๆเอาหน้ามุดเข้าไปก็ดึงไม่ออกอีก เดือดร้อนเจ้าของตลอด -_-
 
ชิเนี่ยอยากจะเลียนแบบรุนะคือดูดหาง(น่าเลียนแบบตรงไหน)
 
แต่เพราะหางที่สั้นและอ้วนเวลาพยายามจะเอาเท้าเกี่ยวหางเข้าตัวเลยดูตลกสุดๆ
 
(แค่เวลามันเลียตัวเองก็ฮาจะตายอยู่แล้ว) เพราะสรีระมันไม่อำนวย 
 
ทั้งรุทั้งชิเนี่ย เป็นแมวที่ค่อนข้างเฮฮา เวลาอยู่ด้วยเลยมีเรื่องให้เพลินตลอด
 
เราเองก็รักมันทั้งสองตัวมากมายเลยCool 
 
นี่รูปมารุตอนช่วง3เดือน 
 
 
 
 
 ตอนกำลังเก็กหล่อ(ตาเหล่ 555+)
 
แถมรูปเจ้าอ้วน 
ปล.ฝากด้วยเน้อ 
ปล.2 RIP ลุงสตีฟ จ๊อบด้วยคนค่ะ
ปล.3 เข้าหน้าเว็บแอปเปิ้ล(ที่มีรูปไว้อาลัยลุง) เมาส์ไวเลสดันสัญญาณหลุดซะนานเชียว แถมพอเป็นงี้ก็ค้างที่เพจนั้นไอ้เราก็บ้าจี้นั่งจ้องรูปลุงซะนานจนชักหวั่นๆ แต่สงสัยเมาส์สงสัยมันจะรู้งานมั้งเลยหยุดทำงานไว้อาลัยด้วย
 
 
 

edit @ 6 Oct 2011 17:29:47 by p's box~box~\(^o^)/~###

เรามีแมวอยู่สามตัว เป็นตัวผู้สองตัวเมียอีกหนึ่ง 
 
ชื่อซูชิ,มารุ เต็นเต็น(ป๋าตั้งให้ทั้งน้าน)
 
ซูชิเป็นพันธุ์สก็อตติช ส่วนมารุเป็นพันธุ์วิเชียรมาศ
 
เต็นเต็น พันธุ์เดียวกับมารุ
 
วันนี้ขอกล่าวถึงเจ้าสองตัวแรกละกัน เพราะชิกับรุเนี่ย
 
เป็นแมวที่เราเลี้ยงมาส่วนเต็นเราไม่ค่อยสนิทเท่าไหร่เพราะไม่ได้เลี้ยงมา
 
ตอนแรกกะว่าจะไว้ทั้งสามตัวที่บ้านที่กรุงเทพ แต่เพราะอ้วนชิ
 
มันน่ารัก หม่าม๊าเลยเอากลับมาบ้านไว้อยู่เป็นเพื่อน
 
ส่วนอีกสองตัวก็ให้พี่เลี้ยงเราเลี้ยงไป(เมพมากเลี้ยงทั้งคนทั้งแมว)
 
พูดถึงชิกับรุเลยละกัน
 
เจ้าอ้วนซูชิเนี่ยเป็นแมวตัวอ้วนกลมกะปุ๊กลุ๊ก หน้าตาบ้องแบ๊ว
 
(ตรงไหนเป็นแมวหน้าเซ็งโลกต่างหาก -_-)
 
หูเล็กๆก็พับลงนิดนึงตามสายพันธุ์ของมัน อ้วนชิเนี่ยเป็นแมวที่คุณหนูหน่อยๆ
 
คือค่อนข้างขี้กลัว(สุดๆ) ลมพัดยังกลัวเลย เพราะงี้ชิเลยไม่ออกนอกบ้าน
 
(แต่ชอบนอนอาบแดดช่วงสายๆ) ชอบเดินเริดๆเชิดๆในบ้าน
 
แต่ชิมีข้อดีคือค่อนข้างแสนรู้
 
แต่บางครั้งก็ชอบทำหูทวนลมเวลาเราเรียก -3- ไม่ค่อยหันเท่าไหร่ 
 
มารุเนี่ย เป็นแมวที่นิสัยคนละขั้วกับชิเลย พูดง่ายๆคือลุยๆกล้าๆซ่าๆ
 
อั๊วทำได้ทุกอย่าง เพราะงี้รุเลยโดนม๊าดุบ่อยๆ ส่วนชิก็นั่งบนตักหม่าม๊า
 
แล้วแอบมองอย่างเยาะเย้ยSmile มารุเป็นแมวที่ตรงข้ามกับชิทุกอย่าง 
 
ไม่ว่าจะรูปร่าง สรีระ นิสัย แต่ที่เหมือนกันคือรักเจ้าของ
 
และเชื่อง ทั้งสองตัวเนี่ยแหละ
 
ชิเนี่ยจะเป็นแมวอ้วนๆสั้นๆเรียกง่ายๆคือตันนั่นเอง ตัวก็สั้นๆ ขาก็สั้น
 
หางก็พองๆสั้นๆหูก็เล็กๆพับสั้นๆ(555+)ส่วนมารุจะตัวเรียวตาม
 
แบบฉบับแมวไทยตัวยาว ขายาว หางยาว แถมชอบดูดหางอีก
 
อ้อเล่าเรื่องที่มาของการดูดหางของรุก่อนดีกว่า
 
คือมีวันนึงเราจะทำความสะอาดห้องเราที่กรุงเทพ(ขัดถูครั้งใหญ่)
 
แล้วเจ้ารุเนี่ยก็เดินตามมาชั้นสอง เราก็เปิดประตูระเบียง
 
เพื่อถ่ายเทอากาศโดยหารู้ไม่ว่ามารุมันก็เดินย่องๆไปที่ระเบียง
 
สักพักก็มีเสียงร้องแง๊วดังมาก เราก็ตกใจรีบไปดู  
 
ปรากฏว่ามารุวัยสามเดือนตกไปนอนแอ้งแม้งบนพื้นชั้นล่าง
 
ตอนนั้นโคตรตกใจเลยเพราะมันเด็กมาก คือกลัวมันจะตาย
 
กลัวกระดูกหัด้วยกลัวซี่โครงแตกปอดฉีกม้ามทะลุตับทะลัก 
 
เรียกง่ายๆคือกลัวไปหมดเลย คือเราเองผิดเต็มๆเลยล่ะ เพราะเราประมาทเกิน
 
ไม่นึกว่ามันจะเดินไปตรงนั้น 
 
แล้วก็กล้าดิ่งพสุธาด้วยพอเป็นงี้เราก็เลยใจเสียสุดๆ
 
เพราะตัวของเจ้าเหมียวงี้สั่นสุดๆ เลยรีบพาไปหาหมอ 
 
ก็โล่งเพราะไม่มีตรงไหนเสียหาย แค่เสียขวัญผล
 
จากเหตุการณ์คราวนั้นเลยทำให้มารุกลายเป็นแมวที่
 
ต้องนอนดูดหางเพื่อให้นอนหลับไปโดยปริยาย(สมมติฐานของป๊ะป๋า
 
แต่มันดูดจ๊วบๆเลยนะตอนด็กเคยดูดเกือบถึงโคนหางเลยอ่ะ)
 
กลับมาต่อ เนื่องด้วยทุกอย่างต่างกันสุดๆงี้ชิกับรุเลยเป็นคู่กัดคู่ฟัดกัน
 
เรียกได้ว่าอย่าเข้ามานะเฟร้ยไม่งั้นมีโดน เวลาพาชิไปเจอเพื่อนที่ไรมันก็
 
จะฟัดๆๆๆกัน แต่ชิก็แพ้อยู่เรื่อยเพราะตัวที่อ้วนๆตันๆมันเลย
 
เคลื่อนไหวไม่สะดวก พอเป็นงี้เจ้าอ้วนก็เลยเดินส่ายก้น
 
(เคยเห็นช้างเดินมั้ย?นั่นแหละท่าเดินชิ)ไปฟ้องหม่าม๊า
 
ม๊าก็จะมาดุมารุ โทษฐานที่บังอาจแกล้งแมวสุดเลิฟ
 
พี่เลี้ยงเราก็จะมาปกป้อง ไม่ให้ม๊าดุเจ้ารุุ(555+)  
 
แต่เห็นงี้ม๊าก็รักมารุนะแค่เข้าข้างชิไปนิดเดียวเอง
 
นอกจากนี้ ชิก็มีวีรกรรมที่ป่วนคนอีกอีกเยอะเช่น 
 
ชอบไปตอดเต็นๆบ้างล่ะ(เต็นแฟนมารุ)แต่สาวเจ้าก็ไม่สนใจ
 
เพราะเธอรักเดียวใจเดียว(555+)ไม่ก็ชอบแย่งอาหารรุกิน
 
มารุเลยผอมกะหร่อง ส่วนชิก็อ้วนวันอ้วนคืน
 
ไม่ก็คอยแหย่คนนู้นคนนี้ ไม่ก็แย่งที่นอนคนอื่น
 
แต่จะว่าไปชิกับรุก็รักกันดีนะ 
 
แค่ชอบตบตีกันมากไปหน่อยแค่นั้นเอง
 
อาจจะเป็นการแสดงความรัก(?)อีกแบบ 
 
 
นี่รูปซูชิ (ตอนนี้อ้วนกว่าในรูปแยะเลย -_-;;) รูปมารุค่อยลงรอบหน้าเพราะเน็ตอืดสุดๆ
 
 

 

edit @ 5 Oct 2011 20:07:33 by p's box~box~\(^o^)/~###

เนื่องจากเมื่อหลายวันที่ผ่านมาได้ไปหาหนังสือเก่าๆมาอ่าน
 
ก็ได้เจอกับเจ้าตำนาน(รึเปล่านะ?)เรื่องกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่
 
เกือบทุกคนคงรู้จัก ที่ลูกทรพีหิวข้าวตาลายแล้วก็ฆ่าแม่ จากนั้น
 
ก็มาพบว่าข้าวน่ะเยอะเสียจนกินไม่หมด อารมณ์ประมาณนี้ หลัง
 
จากที่นั่งอ่านจบ ตอนช่วงเย็นก็ได้ออกไปเดินหาซื้อของกินกับหม่าม๊า
 
ระหว่ารอซื้อข้าวก็เลยเดินไปซื้อลูกชิ้นไส้กรอก มาแทะกินเล่นพลางๆ 
 
เนื่องจากความหิวโซเราก็เลยซื้อๆๆเลือกๆๆ มาประมาณหกไม้ เนื่อง
 
จากตอนที่เจ้าไส้กรอกกับลูกชิ้นมันเสียบบนไม้เนี่ย มันยังดูน้อยๆอยู่
 
ก็เลยเลือกแบบไม่บันยะบันยัง จากนั้นก็เดินไปนั่นนี่เพื่อรอลูกชิ้น
 
พอกลับมาเอา เราก็ต้องตกใจเล็กๆ เพราะว่าเจ้าลูกชิ้นกับไส้กรอก
 
ไม่กี่ไม้ได้อันตรธารมาอยู่เต็มจาน เล่นเอาปุกปุยอึ้งไปเลย 
 
ไหงมันเยอะงี้เนี่ย สุดท้ายก็ต้องพากลับไปแล้วก็ให้หม่าม๊าช่วยกิน
 
แถมโดนดุด้วยอีก ระหว่ากินก็นั่งคิดไป เคสนี้มันก็เหมือนเรื่องที่เราอ่านนะ
 
ต่างกันตรงที่ว่าเราไม่ได้หิวจนบาปบังตาฆ่าหม่าม๊า(Foot in mouthFoot in mouth)
 
แต่สิ่งที่คล้ายก็คือประเมินบางสิ่งต่ำไปมองมันแต่เพียงภายนอก 
 
และด่วนสรุป อย่างกล่องข้าวน้อยเนี่ย(ชื่อนี้รึเปล่าหว่า จำไม่ได้)
 
เนื่องด้วยความหิวและโมโห ก็เลยพาลตัดสินว่าข้าวที่แม่ทำมาให้น่ะ
 
มันน้อยเสียจนเขากินไม่อิ่มหรอก ไม่คุ้มกับความเหนื่อยหรอก 
 
แต่หารู้ไม่ว่าหากเขามองให้ดี ข้าวที่แม่ทำให้นั้นมันช่างเยะแยะ
 
เพียงพอที่จะทำให้เขาอิ่มได้และอาจจะเหลือเฟือจนกินไม่หมด 
 
ในเคสของเราก็เช่นกัน เพราะความหิว รีบ และคิดไปเอง
 
ก็ทำให้เราเลือกซื้อลูกชิ้นไส้กรอกมาอย่างเยอะจนกินไม่หมด
 
สุดท้ายก็อิ่มไส้กรอกจนกินข้าวไม่ลง สรุปแล้วเราว่าทั้งสองกรณี
 
ไม่ว่าจะจากตำนานหรือสิ่งที่เราเจอ มันอาจจะต่างกันตรงสถานที่
 
ต่างกันตรงอารมณ์(เราหิวแต่ไม่โมโหนะ) ต่างคนกัน และระดับ
 
ความรุนแรงก็ต่างกันแต่สิ่งที่คล้ายก็คือการไม่ยอมมองให้ดี
 
ประเมินของต่ำไป และรีบร้อนตัดสินใจโดยพิจารณาเพียงสิ่งที่ตาเห็น
 
และแน่นอนว่ามันก็สามารถเชื่อมโยงไปกับเรื่อง การมองคน
 
ที่อย่ามองเพียงแค่ภายนอกด้วยก็ได้ เพราะฉะนั้น คราวหลังเราเองคงต้องคิด
 
ให้ถี่ถ้วนก่อนเลือกของแล้วล่ะ ไม่งั้นอาจจะเกิดความผิดพลาด
 
และโดนดุแบบนี้อีกก็ได้Cool 

โตขึ้นอยากเป็น...ผู้ใหญ่ (^^)

posted on 25 Sep 2011 13:50 by pb-box-box  in life
เมื่อก่อนตอนสมัยม.ต้น อาจเพราะเป็นลูกคนเดียวหรืออะไร ก็เลยทำให้เราค่อนข้างงอแง
 
กับม๊าอยู่บ่อยๆ ติดม๊าแบบสุดๆ ทำอะไรก็ไม่เป็นเลยซักอย่าง แถมขี้กลัวด้วย
 
กลัวนั่นนี่ไปหมดเลย ม๊าก็ชอบบอกว่า
 
"หนูโตแล้วนะเป็นผู้ใหญ่หน่อยสิลูก"
 
ตอนนั้นก็ยังคงงอแงเรื่อยๆอย่างเดิมเพราะไม่อยากจะโตเป็นผู้ใหญ่ ไม่อยากจะตัวโตขึ้น
 
ไม่อยากเปลี่ยนแปลง แต่ตอนนี้ พอขึ้นม.ปลายมา หลายๆอย่างก็เริ่มจะเปลี่ยน แม้จะยัง
 
เป็นเด็กขี้อ้อนอยู่ แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็เริ่มเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความคิด การรู้จักที่จะ
 
ช่วยเหลือตัวเอง รู้จักไปไหนมาไหนได้เอง แน่นอนเราก็คิดว่าเออ..เรานี่ก็โตเป็นผู้ใหญ่
 
แล้วนะ แต่มาวันนึงความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อเจอกับหลายๆอย่าง เราเลยได้คนพบว่า
 
ความจริงแล้วเรายังไม่ได้เป็นผู้ใหญ่เลยสักนิด พอมาทบทวนดูแล้ว ความเป็นผู้ใหญ่ที่เรา
 
เข้าใจน่ะหมายถึงการที่ตัวโตขึ้น การที่เราทำหลายๆอย่างได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่พึ่งคนอื่น
 
สำหรับเรา ทำแบบนั้นได้หมด แต่รับผิดชอบอะไร..ยังไม่ได้ ทีนี้เราก็เลยมาลอง
 
วิเคราะห์ดู ตกลงแล้วความเป็นผู้ใหญ่มันคืออะไรกันแน่
 
"ผู้ใหญ่" หมายถึงการที่ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง หรือ"ผู้ใหญ่"ที่แท้จริง ไม่ได้หมาย
 
ความว่าแค่ตัวโต ทำอะไรได้เยอะแยะ แต่เราคิดว่าบางที มันอาจจะหมายถึง
 
การที่เราทำสิ่งหนึ่ง แล้วสามารถรับผิดชอบสิ่งนั้นได้ ไม่ใช่ทำแล้วเกิดความผิดพลาดแล้ว
 
ไม่สามารถแก้เองได้ต้องเดือดร้อนคนอื่น พอมาคิดถึงตรงนี้ก็เริ่มจะมองเห็นตัวเอง
 
และรู้สึกว่า เรายังคงเด็กอยู่นั่นแหละ บางเรื่องเราเองก็คิดว่าเราทำได้เอง
 
แต่พอมีจุดตันก็ต้องให้ม๊ากับป๋ามาช่วย แล้วสุดท้ายเราก็ยังคงไม่เป็นผู้ใหญ่อยู่ดี
 
จนกว่าวันหนึ่งเราจะสามารถทำแล้วรับผิดชอบทุกสิ่งที่เราทำได้ แต่เราว่าวันนั้นคงจะมา
 
ถึงอีกไม่นาน เพราะดักแด้ก็ย่อมอยากจะมีวันที่ได้ลอกคราบอย่างแท้จริงแน่นอนCool


edit @ 25 Sep 2011 13:56:38 by p's box~box~\(^o^)/~###